วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558


สรุปความรู้


1 ศตวรรษ ปฏิรูปการศึกษาไทย ผ่านมา 20 ปี
นวัตกรรมการจัดการศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ ระบบการศึกษาไทย คือ การจัดการเรียนรู้ ครูได้นำเทคโนโลยีมาใช้ทำให้เด็กไม่เบื่อ เด็กตื่นเต้นและอยากจะเรียน

KM ถ้าไม่ทำก็ไม่รู้ ถ้าอยากรู้ต้องลงมือทำ
เรื่องเล่าบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ช่วยดึงดูดความสนใจ ทำให้อยากรู้ และเกิดการแลกเปลี่ยน ผ่านประตูความรู้ การอ่าน วนซ้ำ และยกระดับขึ้น มีบัตรคำและเสียงพูดประกอบ ทำให้เด็กสนใจมากขึ้น เด็กค้นพบการอ่าน ครูข้ามพ้นความกลัว สร้างนวัตกรรมขึ้นหลายเรื่องในหลายระดับ มีการนำการจัดการเรียนรู้มาใช้ เปลี่ยนทั้งวิธีคิด วิธีการทำงานและกระบวนการ เพื่อพัฒนาให้ก้าวไกลมากกว่าเดิม เปลี่ยนจากแนวดิ่งเป็นแนวราบ การจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับคนมากมาย ให้ทุกคนมาช่วยกันจัดการเรียนรู้ มีระบบการจัดการศึกษา เป็นเครื่องมือที่นำพาเด็กไทยไปสู่อนาคตได้

ปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2
มีการนำเครื่องมือเล็กๆมาช่วยพัฒนา แบบทำไปสอนไป เริ่มด้วยการอบรม ฝึกประสิทธิภาพในการปฏิบัติ เอามาแลกเปลี่ยนเกิดเป็นความรู้ใหม่ มีการนำวิธีเพื่อนช่วยเพื่อนมาใช้ ให้เด็กเก่งช่วยเด็กอ่อน และปานกลาง มีโครงการลูกบุญธรรม ทุกตอนเย็น ครู 1 คน กับเด็ก 2 คน มีการสอนเสริมให้สอดคล้องกับศักยภาพ

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สรุปความรู้การนำเสนอในแต่ละกลุ่ม


บทเรียนสำหรับการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 9

 ความเป็นมา

1.พ.ศ 2542 ได้มีการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ที่ สกศ. หรือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติทำหน้าที่กำหนดนโยบายการศึกษาของชาติ
2.มีการปฏิรูปการศึกษาครั้งแรกในรัชกาลที่5 ปฏิรูป ครั้งที่2 ในช่วง พ.ศ. 2517-2521
3.ในช่วง พ.ศ.2517 สกศ. มอบหมายให้ ดร.ประยูร ศรีประสาธน์  ทำหน้าที่ดำเนินการศึกษาแนวทางการปฎิรูป

แนวทางดำเนินการปฏิรูปการศึกษา

1.สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ดำเนินการปฏิรูปการศึกษาในส่วนที่เป็นระบบและกระบวนการ   
การปฏิรูปการศึกษาและการจัดการศึกษาแนวใหม่ของไทยอยู่ในความรับผิดชอบของบุคคลที่ไว้ว่างใจเท่านั้น
2.เน้นการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นที่มีอยู่ในท้องถิ่น คือ วัดและพระสงฆ์ เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณที่นำมาใช้ลงทุนจัดการศึกษา    มีการออกประกาศห้ามเด็กเล่นการพนันและให้ครูออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง
3.ในสมัยรัชกาลที่5 จะให้ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง นักเรียน เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเล่าเรียน โดยรัฐจัดหาให้เฉพาะแบบเรียน    ดำเนินงานจัดตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฏรทั่วไป

ปํญหาอุปสรรคในการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษา

1.การให้ความสำคัญต่อการปฏิรูปการศึกษา
2.ปัญหาเกี่ยวกับภาวะผู้นำทางการศึกษา
3.ปัญหาเกี่ยวกับการขาดแคลนผู้รู้ทางการศึกษา
4.ปัญหาเกี่ยวกับความเข้าใจผิดของประชาชนเกี่ยวกับการจัดการศึกษา

ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษา
1.ปัจจัยด้านภาวะผู้นำของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
2.ปัจจัยด้านการตื่นตัวของกลุ่มคนชั้นต่ำ
3.ปัจจัยด้านความพร้อมของบริบททางสังคมที่เอื้อต่อการปฏิรูปการศึกษา
4.ปัจจัยด้านการปรับแนวปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับขนบธรรมเนียมของไทย

 บทเรียนสำหรับการปฏิรูปการศึกษาในรัชกาลที่9
1.ภาวะผู้นำ
2.การปฏิรูประบบสังคมควบคู่กับการปฏิรูปการศึกษา
3.การประชาสัมพันธ์และการแก้ความเข้าใจผิด
4.การให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษา
5.การดำเนินการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558


   สิ่งที่ได้รับ เมื่อวัน พุธ ที่ 12 สิงหาคม  2558


        ในช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา เพื่อนๆต่างก็หางานทำ บางคนก็อยู่บ้านช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน บางคนก็ทำงานที่เซเว่น  บางคนก็ทำงานที่บริษัทประกันบางคนก็ทำงานที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต) บางคนก็ทำงานรับจ้างทั่วไป ทำให้ฉันได้เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆของเพื่อนๆหลายอย่าง ได้รู้ถึงรูปแบบการทำงานว่าเค้าให้ทำอะไร อย่างไร บ้าง โดยที่ตัวเองไม่ต้องไปทำด้วยตนเองและได้รู้การทำงาน มันเหนื่อยและหนักแค่ไหน ต้องอดทนต่อความกดดันต่างๆ ให้ได้ แต่ก็ถือซะว่าเราได้ฝึกความอดทนไปในตัวด้วย และทำให้รู้ว่า กว่าเราจะได้เงินมาแต่ละบาทและได้รู้ว่าเงินแต่ละบาทที่พ่อแม่ให้เรามาใช้จ่ายอย่างสบายในแต่ละวัน  ท่านต้องแลกด้วยหยาดเหยื่อ  และความเหนื่อยมามากมาย แต่ท่านก็ยังมีความอดทน เมื่อเราได้ลงมือทำงานด้วยตนเองก็ย่อมรู้ดีถึงความเหนื่อยนั้นเป็นอย่างไร ดังนั้นเวลาที่เราจะใช้จ่ายแต่ละเงินแต่ละบาทเราต้องคิดให้ดีว่ามันมีความจำเป็นหรือไม ที่เราจะซื้อ เราต้องคิดเสมอว่าเงินแต่ละบาทกว่าจะได้มามันไม่ง่ายเลย มันต้องแลกด้วยเหงื่อและความลำบากของพ่อแม่ เราต้องคิดแบบนี้เสมอค่ะ


ที่มาของภาพ: http://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=arcturus&month=02-2006&date=06&group=15&gblog=6





วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558


การจัดการเรียนรู้ทางการศึกษา
 ( Knowledge  Management )


ความรู้คือ


สิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้าหรือประสบการณ์ รวมทั้ง ความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะ ความเข้าใจหรือสารสนเทศที่ได้รับมา จากประสบการณ์ สิ่งที่ได้รับมาจากการ ได้ยิน ได้ฟัง การคิดหรือการปฏิบัติ

การจัดการความรู้ 

 เป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อน ในการนำความรู้ที่มีอยู่มาสร้าง ขยายผล  แบ่งปัน จัดเก็บและใช้ให้เกิดประโยชน์อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ  ไม่มีสูตรตายตัว


ประเภทของความรู้


ที่มา : http://www.slideshare.net/guanteen99/kmpongsak1-presentation 

1.ความรู้ที่มองเห็น คือ ความรู้ที่สามารถถ่ายทอดให้คนอื่นได้
2.ความรู้ที่มองไม่เห็น คือ ความรู้ที่มีแต่ไม่สามารถถ่ายทอดให้คนอื่นรู้ได้




SECI Model

ที่มา :http://rattanasak.jigsawoffice.com/content/content.php?mid=2877&did=328&tid=1&catid=&0


เป็นการสร้างองค์ความรู้ ด้วยการขยายผลจากชนิดของความรู้คือ ความรู้ที่มีอยู่ในสมองคน (Tacit Knowledge) กับความรู้ที่สามารถหาได้จากสื่อภายนอก (Explicit Knowledge) โมเดลดังกล่าวมีชื่อว่า “SECI- Knowledge Conversion Process” ซึ่งมีกระบวนการดังนี้

1.Socialization  

เป็นการถ่ายโอนความรู้โดยตรงระหว่างกลุ่มคนหรือบุคคล โดยไม่ผ่านการเขียน เรียกว่า การเสวนาธรรมกลุ่มคนที่มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง กลุ่มคนที่มาเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้กันนี้มักจะมีพื้นฐานความรู้ที่สอดคล้องกัน

2. Externalization 

เป็นการถ่ายโอนความรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถในการสอนผ่านสื่อต่างๆ จากประสบการณ์ในสมองของเขาออกมาสู่ภายนอกแก่ผู้อื่น

3. Combination


การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง และมีการศึกษาเรียนรู้จากความรู้ภายนอก ซึ่งแนวคิดจะมีความหลากหลายมากต้องสร้างความเข้าใจและเชื่อมโยงความรู้อันหลากหลายให้ได้ และถ่ายทอดความรู้ใหม่ๆให้กับองค์กรของตน

4.  Internalization 

การนำความรู้ใหม่มาลงมือปฏิบัติจริง ผู้ปฏิบัติจะเกิดการเรียนรู้ให้เกิดเป็นความรู้ประสบการณ์และปัญญา เป็นประสบการณ์อยู่ในสมองในเชิง Tacit Knowledge ต่อไป



 โมเดลปลาทู






ที่มา : http://psu-mit13.com/1062/jl1062/2015-04-30-14-58-42/12-2015-05-01-17-29-45


          
 โมเดลปลาทูมีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน คือ ส่วนเป้าหมาย (หัวปลา) ส่วนกิจกรรม (ตัวปลา) และ ส่วนการจดบันทึก (หางปลา)

            "หัวปลา" (Knowledge Vision- KV) หมายถึง ส่วนเป้าหมาย ได้แก่ ปณิธานความมุ่งมั่น วิสัยทัศน์ หรือทิศทางของการจัดการความรู้ โดยก่อนที่จะทำจัดการความรู้ ต้องตอบให้ได้ว่า เราจะทำ KM ไปเพื่ออะไร ?” โดย หัวปลานี้จะต้องเป็นของ คุณกิจหรือ ผู้ดำเนินกิจกรรม KM ทั้งหมด โดยมี คุณเอื้อและ คุณอำนวยคอยช่วยเหลือ

            "ตัวปลา" (Knowledge Sharing-KS) หมายถึง ส่วนกิจกรรม ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญ ซึ่ง คุณอำนวยจะมีบทบาทมากในการช่วยกระตุ้นให้ คุณกิจมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ โดยเฉพาะความรู้ซ่อนเร้นที่มีอยู่ในตัว คุณกิจพร้อมอำนวยให้เกิดบรรยากาศในการเรียนรู้แบบเป็นทีม ให้เกิดการหมุนเวียนความรู้ ยกระดับความรู้ และเกิดนวัตกรรม

            "หางปลา" (Knowledge Assets-KA) เป็นส่วนของ คลังความรู้หรือ ขุมความรู้ที่ได้จากการเก็บสะสม เกร็ดความรู้ที่ได้จากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตัวปลาซึ่งเราอาจเก็บส่วนของ หางปลานี้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น การจดบันทึก เป็นการจดบันทึกความรู้ เทคนิค เคล็ดลับในการทำงานที่ได้มาจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ควรบันทึกในหลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ผังมโนทัศน์ (Mind Map) และรูปแบบอื่นๆ ให้สมาชิกในองค์กรเข้าถึง เอาไปปรับใช้ได้ตลอดเวลา และเก็บคลังความรู้เหล่านี้ในรูปแบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information and Communication Technology - ICT) 
  


ที่มา : http://www.lib.su.ac.th/km/index.php/kmis