สรุปความรู้การนำเสนอในแต่ละกลุ่ม
บทเรียนสำหรับการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 9
ความเป็นมา
1.พ.ศ 2542 ได้มีการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ที่ สกศ.
หรือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติทำหน้าที่กำหนดนโยบายการศึกษาของชาติ
2.มีการปฏิรูปการศึกษาครั้งแรกในรัชกาลที่5 ปฏิรูป ครั้งที่2 ในช่วง พ.ศ.
2517-2521
3.ในช่วง พ.ศ.2517 สกศ. มอบหมายให้ ดร.ประยูร ศรีประสาธน์ ทำหน้าที่ดำเนินการศึกษาแนวทางการปฎิรูป
แนวทางดำเนินการปฏิรูปการศึกษา
1.สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ดำเนินการปฏิรูปการศึกษาในส่วนที่เป็นระบบและกระบวนการ
การปฏิรูปการศึกษาและการจัดการศึกษาแนวใหม่ของไทยอยู่ในความรับผิดชอบของบุคคลที่ไว้ว่างใจเท่านั้น
2.เน้นการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นที่มีอยู่ในท้องถิ่น คือ วัดและพระสงฆ์
เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณที่นำมาใช้ลงทุนจัดการศึกษา มีการออกประกาศห้ามเด็กเล่นการพนันและให้ครูออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง
3.ในสมัยรัชกาลที่5 จะให้ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง นักเรียน
เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเล่าเรียน
โดยรัฐจัดหาให้เฉพาะแบบเรียน ดำเนินงานจัดตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฏรทั่วไป
ปํญหาอุปสรรคในการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษา
1.การให้ความสำคัญต่อการปฏิรูปการศึกษา
2.ปัญหาเกี่ยวกับภาวะผู้นำทางการศึกษา
3.ปัญหาเกี่ยวกับการขาดแคลนผู้รู้ทางการศึกษา
4.ปัญหาเกี่ยวกับความเข้าใจผิดของประชาชนเกี่ยวกับการจัดการศึกษา
ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษา
1.ปัจจัยด้านภาวะผู้นำของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
2.ปัจจัยด้านการตื่นตัวของกลุ่มคนชั้นต่ำ
3.ปัจจัยด้านความพร้อมของบริบททางสังคมที่เอื้อต่อการปฏิรูปการศึกษา
4.ปัจจัยด้านการปรับแนวปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับขนบธรรมเนียมของไทย
บทเรียนสำหรับการปฏิรูปการศึกษาในรัชกาลที่9
1.ภาวะผู้นำ
2.การปฏิรูประบบสังคมควบคู่กับการปฏิรูปการศึกษา
3.การประชาสัมพันธ์และการแก้ความเข้าใจผิด
4.การให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษา
5.การดำเนินการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง
สภาการศึกษา ชู 5 ข้อ เสนอทำอย่างไรให้นักเรียนไทยมีคะแนน PISA สูงขึ้น
PISA คือ ประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) เป็นโครงการประเมินผลการศึกษาของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความรวมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) มีจุดประสงค์เพื่อสํารวจวาระบบการศึกษาของประเทศไดเตรียม เยาวชนของชาติให้พร้อมสําหรับการใช้ชีวิตและการมีสวนรวมในสังคมในอนาคตเพียงพอหรือไม จัดทำขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนโครงการ PISA ประเทศไทยได้อยู่ในอันดับ 2 สาเหตุที่ทำให้นักเรียนมีคะแนนต่ำ ดังนี้
-นักเรียนมีรักการอ่าน
-นักเรียนไม่คุ้นเคยกับข้อสอบการคิดวิเคราะห์
-ขาดพื้นฐานของสาระการเรียนรู้
-คุณภาพโรงเรียน
-คุณภาพการสอนของครู
การพัฒนาครูทั้งระบบ
ปริมาณครูไม่ได้จบตามความสอดคล้องทางการศึกษาที่แ ท้จริง ซึ่ง 10 ปีข้างหน้าครูเกษียณ 180,000 คน จะมีการพัฒนาครูแห่งศตวรรษที่ 21หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
1. สถาบันอุดมศึกษา
2.สภาคณบดีครู
3.สำนักเลขาธิการคุรุสภา
4.สำนักคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากร
5.สถาบันพัฒนาครู
6.สำนักคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน
7.สถาบันส่งเสริมสถาบันวิทยาศาสตร์
8.สำนักคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู
9.สำนักวิชาการภาคเอกชนและสำนักพิมพ์ต่างๆ
ปฏิรูปครูทั้งระบบ
1.หน่วยงานที่รับผิดชอบ
-ดึงดูดคนเก่ง คนดี เข้าสู่สถาบันการผลิตครู
-ควบคุมคุณภาพหลักสูตร
-การพัฒนาเกณฑ์การเรียนจบการศึกษา
2.การเตรียมความพร้อมในการเตรียมสอบเข้า
3. หน่วยงานที่รับผิดชอบ พัฒนาคววามรู้สมรรถนะครูอย่างต่อเนื่อง
4. หน่วยงานที่รับผิดชอบ พัฒนาระบบพัฒนาครู
5. หน่วยงานที่รับผดชอบ การรักษาครูดีเด่น ให้อยู่ในสายวิชาชีพครู
การปฏิรูปครู ประกอบด้วยนโยบาย 4 ด้าน
1.คัดเลือกคนเก่ง2.เตรียมความพร้อม
3.การพัฒนาความรู้ สมรรถภาพ
4.การรักษาครูที่ดี
การพัฒนาและกระดับครูผู้สอน
-วิเคราะห์ข้อมูล-การร่วมมือ
-การส่งเสริม
สภาการวิจัย
จุดประสงค์ เพื่อนำเสนอแลกเปลี่ยน เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการศึกษาตามเป้าหมายลักษณะ งานวิจัยส่วนใหญ่นำไปใช้ในการแก้ปัญหา มีเนื้อหาหลักที่เกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนการสอนตามมติการพัฒนาผู้เรียน มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนา
สื่อสารอย่างไรให้ปลอดภัย
ในโลกไอที มีองค์ประกอบสำคัญคือ คน,ข่าว
คน = แยกเป็น ผู้ส่งสาร และ ผู้รับสาร
ข่าว = สื่อสารกับผู้อื่น
ความก้าวหน้าของการประเมินผล
สาระสำคัญ การประชุมเป็นรายงาน มีประทศไทยเข้าร่วม 2โครงการความก้าวหน้า สมาคม IBA กำลังเตรียมความพร้อม โดยวัดทักษะการอ่านของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ทั่วโลก
คำถามง่ายๆของสังคมไทย
คอมพิวเตอร์ และ เท็บแล็ต
การใช้งานแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
1.ใช้งานอยู่บ้าง
2.พกเป็นบางครั้ง
3.ใช้งานเป็นประจำ
กรอบแนวคิดการจัดการความรู้
วิกส์( 1993 ) แบ่งความรู้เป็น Credte ( สร้าง ) Manitest ( นำเสนอ ) Use ( ใช้งาน ) Tanster ( ถ่ายทอด )
กระบวนการ
1.กระบวนการแบ่งประเภทความรู้ 2.วิเคราะห์องค์ความรู้และกิจกรรม3.เตรียมนำเสนอ 4.การประเมินความรู้ กิจกรรม
5.เผยแพร่ นำไปใช้
พรอบสท์ ( Probst ) รอบ ( Raub ) และฮาร์ด ( Pomlnavdt,2000 )
1.กำหนดความรู้ที่ต้องการ 2.การจัดการความรู้3.สร้างและพัฒนาความรู้ใหม่ 4.การแบ่งปันและการขยายความรู้
5.การใช้ความรู้ 6.จัดเก็บความรู้
เทอร์แบน ( Tuban ) และ เฟรนเซล ( Frencel )1992
1.สร้างองค์ความรู้ 2.จัดเก็บความรู้3.นำเสนอ 4.เผยแพร่ความรู้
5.ใช้งาน 6.ประเมินความรู้
โนนากะ และ ทาเคชิ ( 1995 )
Taoit knowledge ความรู้ที่ซ้อนเร้นExplicit knowledge ความรู้ที่เปิดเผย
ไลนอวิช และ เบคแมน ได้เสนอกรอบแนวคิดในการจัดการความรู้ ดังนี้
1.Idenlification การกำหนดสิ่งที่อยากรู้
2.Capture การแสวงหาความรู้
3.Select คัดแยกความรู้
4.Store จัดเก็บความรู้
5.Shane แบ่งปันแลกเปลี่ยน
6.Apply นำไปประยุกต์ใช้
7.Create การเกิดองค์ความรู้
โอเดล เกรย์ซัน และ เอสเดส ( 1998 )
1.การกำหนดสิ่งสำคัญที่ทำให้องค์กรต้องทำให้สำเร็จ2.ปัจจัยที่ทำให้องค์กรสามารถจัดการความรู้ได้อย่างมีประสิทธิผล
3.กระบวนการเปลี่ยนแปลง
การกำหนดสิ่งสำคัญที่องค์กรต้องทำให้สำเร็จ
1.วางแผน
2.ออกแบบ
3.ปฏิบัติ
4.ขยายผล
โมเดลปลาทู ถูกคิดค้นโดย ประพนธ์ ผาสุกยืด
ส่วนหัว-ส่วนตัว = มองว่าจะไปทางไหนส่วนหาง = คลังความรู้
ส่วนกลาง = ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น